| ราคาน้ำมันวันนี้ |
|---|
|
|
|
| ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ |
| สถิติผู้เข้าชมเว็บ |
|---|
|
|
| Intelligence |
| เขียนโดย ผู้อำนวยการโรงเรียน | |
|
ดังในชั่วข้ามคืนกับเสียงมห้ศจรรย์ของหนูน้อย Jackie
Jackie Evancho ใน the America's Got Talent เมื่อหนูน้อยหน้าตาน่ารักวัยเพียงแค่ 10 ปี นามว่า "แจ๊คกี้ อีแวนโก้" (Jackie Evancho) ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน "America's Got Talent" ปีล่าสุด ในฐานะผู้สมัครผ่านเว็บไซต์ยูทิวป์ หลังจากชาวอินเทอร์เน็ตกว่า 20,000 คน โหวตให้คลิปเสียงร้องของหนูน้อยเป็นคลิปยอดฮิต จนทำให้หนูน้อย "แจ๊คกี้" ได้มีโอกาสมาโชว์ความสามารถบนเวทีขณะนี้มีคนเข้าฃมแล้ว 2,404,107 รายใน youbube.com เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อะไรใหญ่กว่ากัน สืบ เนื่องจากกรณีนักเรียนนักศึกษาเชียงรายได้ถือป้ายคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่่งถือว่าได้แสดงออกตามสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่ให้สิทธิเสรีภาพไว้ ว่าคนไทยสามารถแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพโดยสงบปราศจากอาวุธ แต่ต่อมาได้ถูกตำรวจ เชียงรายออกหมายเรียกนักศึกษาดังกล่าว กรณีถือป้าย วิพากษ์วิจารณ์การเมือง แล้วถูกดำเนินคดีว่าฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทำให้เป็นที่สงสัยโดยทั่วกันว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อะไรใหญ่กว่ากัน ไหนบอกว่า กฎหมายใดก็ตามถ้าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญเป็นอันว่าใช้ไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นเมื่อรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ? ภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง จึงเกิดการกระทำของภาครัฐที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เป็นอย่างมาก โดยรัฐได้ใช้มาตรการต่าง ๆ ในหลาย ๆ เรื่องเช่น การจับบุคคลไปคุมขัง ปิดสื่อ ปิดกั้นการแสดงออกทางการเมือง จำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของ พลเมือง อายัดการทำธุรกรรมทางการเงิน สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนจำนวนหนึ่ง และสร้างความหนักใจให้กับนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์อีกจำนวนหนึ่งเป็นอย่าง มาก จริง อยู่ที่มีผู้คนจำนวนหนึ่งรวมทั้งรัฐบาลด้วย ออกมาแสดงความเห็นว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ได้มีผลกระทบกระทบต่อความเป็นอยู่ตามปกติของ ผู้คนทั่ว ๆ ไป แต่โดยสภาพแล้ว เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ประเทศไทยเรายังอยู่ในสภาวะที่ไม่เป็นปกติ โดยเฉพาะในมุมมองของต่างประเทศ การที่ประเทศหนึ่งอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งบอกถึงความไม่ปกติของ ระบบ ซึ่งจะต้องส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เมื่อ พิจารณาในแง่ของผู้ใช้ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นผลดีกับผู้ใช้โดยตรง โดยเฉพาะผู้ใช้ที่ต้องการอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไว้ในมือเพราะสามารถ “ควบคุม” ประชาชนได้ง่าย และไม่ต้องกังวลไปกับการกระทำของตนเองว่าจะไปคุกคามสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนที่รัฐธรรมนูญรับรองเอาไว้หรือไม่
ศ. ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แสดงทัศนะทางวิชาการ ผ่านบทบรรณาธิการเว็บไซต์ www.pub-law.net วันที่ 2 สิงหาคม 2553 ในหัวข้อเรื่อง " เมื่อไรจะเลิกใช้กฎหมาย(พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) เสียที" มุมมองทางกฎหมายมหาชน ตั้งคำถามได้อย่างตรงประเด็นและตรงสถานการณ์ "มติชนออนไลน์" เห็นว่า เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม จึงนำมาเสนอ ดังนี้ กฎหมายติดหนวด- เกลียดตัวกินไข่ ? คงจำกันได้ว่า ในปี พ.ศ. 2548 เมื่อรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในวันนั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมาก นักวิชาการที่รักหลายคนออกมาต่อต้าน นักการเมือง ภาคประชาชน ต่างก็ออกมาโจมตี “กฎหมายติดหนวด” ฉบับนี้กันมากเหลือเกินว่าเป็นกฎหมายมีเนื้อหาสาระที่กระทบต่อสิทธิและ เสรีภาพของประชาชน แต่เมื่อเกิดปัญหาทางการเมืองและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล พระราชกำหนดดังกล่าวก็ยังคงอยู่ต่อไปและในที่สุดก็ถูกนำมาใช้อย่างเอาเป็น เอาตายแทนที่จะถูกยกเลิกหรือแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะได้ไม่ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในวันนี้ รัฐบาลชุดปัจจุบันจึงกลายเป็นรัฐบาลที่ใช้ประโยชน์จากพระราชกำหนดฉบับนี้มากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาครับ !!! นี่คือ "หัวใจ"สำคัญของพ.ร.ก. ฉุกเฉิน เมื่อพิจารณาดู “เหตุผล” ของการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ก็จะพบว่า การที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกพระราชกำหนดดังกล่าวก็เนื่องมาจาก “โดยที่กฎหมาย ว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ฉบับเดิม คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2495 ) ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว บทบัญญัติต่าง ๆ ไม่สามารถนำมาใช้แก้ไขสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐที่มีหลาก หลายรูปแบบให้ยุติลงได้โดยเร็ว รวมทั้งไม่อาจนำมาใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดจากภัย พิบัติสาธารณะและการฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับความเสียหาย และเนื่องจากในปัจจุบันมีปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีความร้ายแรงมากยิ่งขึ้นจนอาจกระทบต่อเอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต และก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ รวมทั้งทำให้ประชาชนได้รับอันตรายหรือเดือดร้อนจนไม่อาจใช้ชีวิตอย่างเป็น ปกติสุข และไม่อาจแก้ปัญหาด้วยการบริหารราชการในรูปแบบปกติได้ สมควรต้องกำหนดมาตรการในการบริหารราชการสำหรับ สถานการณ์ฉุกเฉินไว้เป็นพิเศษเพื่อให้รัฐสามารถรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัย และการรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั้งปวงให้กลับสู่สภาพปกติได้โดยเร็ว จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อ ประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะและป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้” เมื่อพิจารณาดูเหตุผลของการประกาศใช้พระราชกำหนดดังกล่าว ก็จะพบว่าเจตนารมณ์เงื่อนไขที่สำคัญประการหนึ่งของการนำเอามาตรการในพระราช กำหนดมาใช้ในการแก้ไขปัญหาร้ายแรงของประเทศก็คือ การแก้ไขปัญหาร้ายแรงที่เกิดขึ้นจะต้อง “...ไม่อาจแก้ไขปัญหาด้วยการบริหารราชการในรูปแบบปกติได้…” ครับ !! "กฎหมายพิเศษ"ของฝรั่งเศส-อยู่ภายใต้เงื่อนไขหลายประการ มิใช่ใช้อำนาจอย่างเสรี ในบทบรรณาธิการครั้งที่ 241 ซึ่งได้เผยแพร่ไปในระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผมได้เล่าให้ฟังถึง การใช้ “กฎหมายพิเศษ” ของประธานาธิบดีฝรั่งเศสซึ่งแม้จะเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่มีบทบัญญัติ รองรับไว้ในรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ประธานาธิบดีก็ไม่สามารถใช้อำนาจดังกล่าวได้อย่างเสรีเพราะการใช้อำนาจ ยังคงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขหลายประการ ใครที่ยังไม่ได้อ่านก็ลองย้อนกลับไปอ่านดูได้ครับ จะว่าไปแล้ว พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ถูกนำมาใช้กับการชุมนุมทางการเมืองของ “คนเสื้อแดง” หลายครั้ง ก่อนวันที่ 7 เมษายน เมื่อมีข่าวว่าคนเสื้อแดงจะชุมนุม รัฐบาลก็ประกาศใช้พระราชกำหนด พอคนเสื้อแดงตัดสินใจที่จะไม่ชุมนุมรัฐบาลก็เลิกใช้พระราชกำหนด เล่นเอาเถิดเจ้าล่อกันอย่างนี้หลายครั้งโดยไม่ได้พิจารณาสักนิดว่า “เหตุการณ์” ที่ร้ายแรงยังไม่เกิดขึ้นเลยแต่กลับไปใช้กฎหมายที่เข้มข้นเพื่อเป็นเครื่อง มือในการ “ป้องกัน” เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นและคาดว่า “...ไม่อาจแก้ไขปัญหาด้วยการบริหารราชการในรูปแบบปกติได้…” ครับ เป็นอย่างนี้หลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ก็มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินกันอีกรอบและคราวนี้ประกาศดังกล่าวก็ “ลากยาว” มาจนกระทั่งปัจจุบันแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะ “ยกเลิก” กันเมื่อไร เพราะพอมีเสียงเรียกร้องขอให้ยกเลิกก็จะต้องมี “เหตุการณ์” แปลก ๆ เกิดขึ้นทุกครั้ง ล่าสุดเกิดระเบิดขึ้นที่ราชประสงค์ มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง รัฐบาลก็ออกมาให้ข่าวว่ายังคงไม่ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพ มหานครในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้เพราะเหตุการณ์ยังไม่สงบครับ อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด “ควบคุม” ประชาชนได้ง่าย เกิดอะไรขึ้นเมื่อรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ? ก็ต้องไปดูในมาตรา 9 ถึงมาตรา 13 ของพระราชกำหนดดังกล่าวที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีอย่างมากที่จะสามารถ “ห้าม” และ “สั่งการ” ต่าง ๆ ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้เองที่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง จึงเกิดการกระทำของภาครัฐที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เป็นอย่างมาก โดยรัฐได้ใช้มาตรการต่าง ๆ ในหลาย ๆ เรื่อง เช่น การจับบุคคลไปคุมขัง ปิดสื่อ ปิดกั้นการแสดงออกทางการเมือง จำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของ พลเมือง อายัดการทำธุรกรรมทางการเงิน สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนจำนวนหนึ่ง และสร้างความหนักใจให้กับนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์อีกจำนวนหนึ่งเป็นอย่าง มาก จริงอยู่ที่มีผู้คนจำนวนหนึ่งรวมทั้งรัฐบาลด้วย ออกมาแสดงความเห็นว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ได้มีผลกระทบกระทบต่อความเป็นอยู่ตามปกติของ ผู้คนทั่ว ๆ ไป แต่โดยสภาพแล้ว เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ประเทศไทยเรายังอยู่ในสภาวะที่ไม่เป็นปกติ โดยเฉพาะในมุมมองของต่างประเทศ การที่ประเทศหนึ่งอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งบอกถึงความไม่ปกติของ ระบบ ซึ่งจะต้องส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เมื่อพิจารณาในแง่ของผู้ใช้ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นผลดีกับผู้ใช้โดยตรง โดยเฉพาะผู้ใช้ที่ต้องการอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไว้ในมือเพราะสามารถ “ควบคุม” ประชาชนได้ง่าย และไม่ต้องกังวลไปกับการกระทำของตนเองว่าจะไปคุกคามสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนที่รัฐธรรมนูญรับรองเอาไว้หรือไม่ กลัวประชาชน หรือ ต้องการ ขจัดศัตรูทางการเมืองให้สิ้นซาก ? นอกจากนี้ ผู้ที่ดำเนินการตามบทบัญญัติในพระราชกำหนดดังกล่าวยัง “ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย” อีกด้วยครับ แต่อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยก่อนและหลัง 19 พฤษภาคม 2553 ก็จะพบว่า มีความแตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้นในปัจจุบันที่คนส่วนหนึ่งเห็นว่าเหตุการณ์บ้านเมือง “น่าจะ” อยู่ในสภาวะปกติ จึงมีคำถามว่า ทำไมรัฐบาลจึงไม่ยอมยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเสียทีครับ !! “รัฐบาลกลัวประชาชน” หรือ “รัฐบาลยังคงต้องการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามพระราชกำหนดเพื่อควบ คุมบ้านเมืองและขจัดศัตรูทางการเมืองให้สิ้นซาก” เป็นคำกล่าวที่เราพบเห็นได้ตามกระทู้ต่าง ๆ ใน internet ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าจริงเท็จอย่างไร แต่สำหรับผมนั้น การใช้พระราชกำหนดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเพราะเรามีกฎหมายต่าง ๆ จำนวนมากมายหลายฉบับที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศได้ และผู้ใช้กฎหมายเหล่านั้นก็อาจถูกตรวจสอบโดยกลไกในการตรวจสอบการใช้อำนาจของ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐได้ หากการใช้อำนาจดังกล่าวไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนครับ ท่าทีต่อกฎหมายติดหนวด "ระยะสั้นและระยะยาว" ในระยะสั้น คงต้องช่วยกันแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาลไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดการ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ความวุ่นวายได้ ตั้งนานแล้ว แกนนำทั้งหลายก็อยู่ในคุกเรียบร้อยหมดแล้ว เพราะฉะนั้น รัฐบาลจึงสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ด้วยการบริหารราชการในรูปแบบปกติ การคงไว้ซึ่งสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ “ไม่สอดคล้อง” กับพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ครับ ส่วนในระยะยาวนั้น คงต้องพิจารณาเป็นสองแนวทางด้วยกัน แนวทางแรกคือ ยกเลิกพระราชกำหนดการบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ทั้งฉบับ และใช้กลไกทางกฎหมายที่มีอยู่ในกรณีที่มีปัญหาร้ายแรงของประเทศเกิดขึ้น ส่วนแนวทางที่สองนั้น หากรัฐบาลคิดว่ายังมีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายดังกล่าวอยู่ต่อไป ก็คงต้อง “รื้อ” กฎหมายใหม่โดยต้องสร้างระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดให้ชัดเจน โดยอาจจะต้องไปแก้ไขพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ในส่วนของเขตอำนาจศาลปกครองที่ปัจจุบันกำหนดให้ศาลปกครองตรวจสอบได้สูงสุด แค่พระราชกฤษฎีกามาเป็นสามารถตรวจสอบพระราชกำหนดได้ ในประเทศที่มีระบบศาลปกครองเช่นฝรั่งเศสนั้น ศาลปกครองสามารถตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญของเนื้อหาของพระราช กำหนดที่รัฐสภายังไม่ได้ให้สัตยาบันได้ เพราะพระราชกำหนดก็เป็นเพียงแค่ “กฎ” หรือ “การกระทำทางปกครอง” ประเภทหนึ่งครับ ควรต้องให้มีองค์กรใดสักองค์กรเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจพิเศษนี้เพราะการใช้ อำนาจพิเศษส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถ้าจะให้ดีก็ควรดูแบบจากการตรวจสอบการใช้อำนาจพิเศษของประธานาธิบดี ฝรั่งเศสที่ผมได้เขียนไว้ในบทบรรณาธิการครั้งที่ 241 ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นครับ โดยจะต้องกำหนดให้สามารถตรวจสอบเหตุผลของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้โดยดู ว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือไม่ หมายความว่า จะต้องมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ จนทำให้รัฐบาล “...ไม่อาจแก้ไขปัญหาด้วยการบริหารราชการในรูปแบบปกติได้…” ครับ !!! ไม่ใช่แค่นึกอยากจะประกาศเมื่อไรก็ประกาศ นึกอยากจะเลิกเมื่อไรก็เลิก ดังเช่นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ "สองมาตรฐาน" กับ "เกลียดตัวกินไข่" ...ก็ลองช่วยกันพิจารณาดูนะครับ เราคงปล่อยให้ “กฎหมาย” แบบนี้ “ลอยนวล” อยู่ต่อไปไม่ได้นะครับ เห็นฤทธิ์กันแล้วนะครับว่า พระราชกำหนดนี้คุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากเหลือเกิน ขนาดเด็กนักเรียนอายุเพียงไม่กี่ขวบชูป้ายเพื่อเป็นการแสดงออกทางการเมือง แต่ดันไปมีผลกระทบต่อรัฐบาลและมีผลกระทบต่อพระราชกำหนดก็ยังถูกจับเลยครับ !! เป็นที่น่าแปลกใจมากว่า พระราชกำหนดที่ออกในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีอีกฉบับหนึ่งคือ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 พ.ศ. 2546 นั้น เป็นพระราชกำหนดที่มีปัญหามากและถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า เป็นการออกกฎหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ของตัวเอง จนต่อมาก็นำไปสู่การ "ยึดทรัพย์" ในที่สุด แต่พระราชกำหนดอีกฉบับหนึ่ง ที่ออกโดยคนคนเดียวกัน ที่แม้จะไม่มีผลเป็นการหาประโยชน์ที่เป็นเงินเป็นทองให้กับตนเอง แต่ก็มีผลเป็นการสร้างอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดให้กับตนเองพร้อมทั้งยังทำให้ เกิดการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอีกด้วย กลับถูกนำมาใช้โดยไม่ได้คำนึงถึง "ที่มา" และ "ผล" ที่เกิดขึ้นจากการใช้กฏหมายนั้นเลย ไม่ทราบว่าอย่างนี้จะเรียกว่าอะไรจึงจะเหมาะสมกว่ากัน ระหว่าง "สองมาตรฐาน" กับ "เกลียดตัวกินไข่" ครับ !!!!!!!!!! |
| แหล่งเรียนรู้ | |||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
|
| สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา | |||||
|---|---|---|---|---|---|
|
| แหล่งข่าว | ||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
|
| EnvoTime | |
|---|---|
|
|